วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
กระบวนการล้มละลาย หายนะและสิ้นอารยธรรม
23:38
Unknown
ดร.ไสว บุญมา
คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "บ้านเขาเมืองเรา"
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมา สำนักพิมพ์กรุงเทพธุรกิจได้เปิดตัวหนังสือชื่อ “หายนะ ฤๅสิ้นอารยธรรม” ซึ่งรวมบทความจำนวน 39 บทจากเกือบ 500 บท
ที่ผมเขียนในคอลัมน์ “บ้านเขา-เมืองเรา” เสริมด้วยบทสรุปโดยแบ่งออกเป็น 5 ภาคตามประเด็นหลัก 5 ประเด็นด้วยกัน นั่นคือ การใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีและวิวัฒนาการ แนวคิดด้านเศรษฐกิจ ละตินอเมริกาและนโยบายประชานิยม และแนวโน้มในสังคมไทย ผมมองว่า 5 ประเด็นหลักนี้มีความสำคัญทั้งในภาวะปัจจุบันและในช่วงเวลาที่จะมาถึง เราควรทำความเข้าใจให้ถ่องแท้เพราะมันมีความสำคัญต่อการพัฒนาพร้อมกับจะป้องกันมิให้เกิดปัญหาที่จะพาสังคมไปสู่ความล้มละลายและหายนะ หรือถึงกับสิ้นอารยธรรมดังที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในประวัติศาสตร์
ตอนก่อนพิมพ์ ผมเสนอให้ตั้งชื่อหนังสือว่า “ล้มละลาย หายนะ หรือสิ้นอารยธรรม?” ซึ่งเป็นชื่อของบทสรุปและประเด็นใหญ่ประเด็นหนึ่งของหนังสือ เนื่องจากมันค่อนข้างยาว คณะบรรณาธิการจึงปรับเปลี่ยนเพื่อให้กระชับขึ้น ล้มละลายหมายถึงการเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวจนชำระตามกำหนดเวลามิได้ต้องไปขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นเช่นกองทุนการเงินระหว่างประเทศดังที่เกิดขึ้นกับไทยในปี 2540 หายนะหมายถึงสังคมแตกแยกจนปกครองตามปกติมิได้ซึ่งมักเรียกกันว่า “รัฐล้มเหลว” ดังที่เกิดขึ้นกับเฮติในปัจจุบัน สิ้นอารยธรรมหมายถึงการแตกสลายของสังคมดังที่เกิดขึ้นกับอียิปต์โบราณและสังคมมายาในอเมริกากลาง การล้มละลายเกิดขึ้นได้บ่อยๆ ความหายนะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว การสิ้นอารยธรรมใช้เวลานานกว่าจะเกิดขึ้น
เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ปัญหาสาหัสถึงขั้นล้มละลายของกรีซในปัจจุบันนี้มีที่มาจากการใช้นโยบายประชานิยมเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาแนวนี้มิใช่ของใหม่เพราะมันเกิดขึ้นแล้วในประเทศต่างๆ รวมทั้งอาร์เจนตินาและเวเนซุเอลาดังมีรายละเอียดอยู่ในหนังสือชื่อ “ประชานิยม : ทางสู่ความหายนะ” การที่เฮติตกอยู่ในสภาพหายนะในขณะนี้หลังจากประชาชนฆ่าฟันกันเองจนต้องให้กองกำลังต่างชาติเข้าไปรักษาความสงบมีต้นตอมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นแบบไม่หยุดยั้งยังผลให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าจนหมดสิ้น กระบวนการเช่นนั้นทำให้สังคมมายาแตกสลายจนเหลือไว้ให้ดูเพียงซากของพีระมิด (รูปปกของหนังสือคือปฏิทินมายาซึ่งมีผู้ตีความหมายว่าโลกจะล่มสลายในปีนี้อันเป็นที่มาของภาพยนตร์เรื่อง “วันสิ้นโลก 2012”)
ปรากฏการณ์ในเมืองไทยอาจอ่านได้จากมุมองของ 4 ประเด็นทั้งในระดับบุคคล ในระดับชุมชนและในระดับประเทศ อาทิเช่น ในระดับบุคคล ณ วันนี้คงมีผู้ตั้งข้อสังเกตแล้วว่าคนไทยเป็นโรคภูมิแพ้กันแพร่หลายมาก แต่คงไม่กี่คนที่ทราบว่าอากาศในบ้าน ที่ทำงาน ร้านค้าและรถยนต์อาจสกปรกนับสิบเท่าของอากาศภายนอก ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเราปิดประตูหน้าต่างเพื่อปรับอากาศให้เย็นสบาย แต่เราหารู้ไม่ว่าสารเคมีที่มีอยู่ในเกือบทุกสิ่งทุกอย่างที่เราใช้อาจทำปฏิกิริยาต่อกันและสะสมขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นอันตรายต่อร่างกายของเรา (ภาคการใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของหนังสือมีบทที่พูดถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะชื่อ “ระวัง ! อากาศกำลังเป็นฆาตกร”) ยิ่งกว่านั้น คุณภาพของอากาศโดยทั่วไปโดยเฉพาะในตัวเมืองมักมีฝุ่นควันและสารเคมีผสมอยู่มากจนถึงขั้นเป็นอันตราย
ในระดับประเทศ ปรากฏการณ์เช่นการชุมนุมของกลุ่มพิทักษ์สยามมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการอันต่อเนื่องมาจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยตามด้วยการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ต้นตอของปรากฏการณ์อยู่ที่นโยบายประชานิยมผสมกับความฉ้อฉลของบุคคลในระดับผู้นำประเทศ ความฉ้อฉลเป็นการช่วงชิงทรัพยากรซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดท่ามกลางจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นและแต่ละคนต้องการใช้ทรัพยากรในปริมาณมากขึ้น เรื่องนี้มีที่มาจากแนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลักของโลกซึ่งได้กลายเป็นระบบบริโภคนิยมเกือบสมบูรณ์แบบแล้ว
การชุมนุมของกลุ่มต่างๆมีเมล็ดพันธุ์ของความแตกแยกร้ายแรงแฝงอยู่ เมล็ดพันธุ์นั้นจะแตกดอกออกช่อต่อไปอย่างไรขึ้นอยู่กับสังคมไทยได้เรียนรู้อะไรจากภาค 4 ของหนังสือ นั่นคือ เรื่องราวของละตินอเมริกากับนโยบายประชานิยม และจะนำบทเรียนที่ได้มาใช้อย่างไร อาร์เจนตินาถูกอ้างถึงบ่อย แต่การอ้างถึงส่วนใหญ่พูดถึงแค่การล้มละลายแต่มิได้พูดถึงการฆ่าฟันกันเองของชาวอาร์เจนตินาจนล้มตายไปเป็นเรือนหมื่นหลังจากนโยบายประชานิยมทำให้ประเทศล้มละลายหลายครั้ง ปรากฏการณ์ในเมืองไทยในขณะนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับของอาร์เจนตินาหลังเริ่มใช้นโยบายประชานิยมเกือบทุกอย่าง อุบัติการณ์ล่าสุดของนโยบายเลวร้ายนั้นได้แก่โครงการรับจำนำข้าว มีความเป็นไปได้สูงว่า มันคือฟางเส้นสุดท้ายที่จะทำให้ควายหลังหัก นั่นคือ ต่อไปเมืองไทยจะล้มละลาย ส่วนความหายนะจะเกิดขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความแตกแยกดังกล่าวจะวิวัฒน์ไปในทางเลวร้ายแค่ไหน ในอาร์เจนตินา หลังจากฆ่าฟันกันเป็นเบือแล้ว ทุกฝ่ายยอมถอยหลังออกมาตั้งต้นกันใหม่ ประเทศจึงอยู่มาได้โดยไม่ประสบความหายนะ หรือกลายเป็นรัฐล้มเหลว
ณ วันนี้ เมืองไทยยังมีโอกาสป้องกันทั้งความล้มละลาย ความหายนะและการสูญสิ้นอารยธรรม แต่โอกาสอาจเปิดอยู่ไม่นานก่อนการเดินเข้าสู่ทางแห่งความล้มละลายแบบกู่ไม่กลับอันเป็นวิวัฒนาการขั้นต้นของกระบวนการล้มละลายต่อด้วยความหายนะและจบลงด้วยการสิ้นอารยธรรม...
ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ : กรุงเทพธุรกิจ
Create By: Pal_Pitchapong





Posted in: