วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

มหันตภัย...กลางใจเมืองสงขลา...บรรจง นะแส



คอลัมน์ : ฝ่าเกลียวคลื่น
       โดย..บรรจง นะแส
       
       การที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้ออกใบอนุญาตให้บริษัท ชลัมเบอร์เจอร์ โอเวอร์ซีส เอส เอ จำกัด (Schlumberger Over Seas S.A Limited ) ให้นำวัตถุกัมมันตรังสีไว้ในกลางใจเมืองสงขลาได้ เรื่องดังกล่าวถูกปิดเป็นความลับ ประชาชนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงต่างไม่ระแคะระคายมาก่อน เพราะมีการเช่าที่สร้างกำแพงล้อมรอบไม่สามารถมองเห็นพื้นที่ข้างในได้ จนเมื่อมีกิจกรรมการขุดเจาะน้ำมันชายฝั่งของจังหวัดสงขลา การวิ่งเข้าวิ่งออกของรถบรรทุก ทำให้ประชาชนเริ่มเอะใจ และเมื่อสถานีโทรทัศน์ช่อง 9อสมท ได้เข้าไปทำข่าว ทำให้คนสงขลาทั้งเมืองตกตะลึงว่า วันนี้มหันตภัยสารกัมมันตรังสีร้ายแรงอยู่ริมรั้วชายคาบ้านของเขานั่นเอง
       
       บริษัทได้แจ้งการครอบครองสารกัมมันตรังสีที่ร้ายแรงจำพวกโคบอลต์ 60 CO-60, CS-137, TH-232, BA-133, AN-241 รวม 77 รายการ ซึ่งสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติได้อนุญาตไว้ตั้งแต่ 24 ธ.ค.54-23 ธ.ค.56 โดยอนุญาตให้บริษัทเก็บสารกัมมันตรังสีต่างๆดังกล่าวเก็บไว้ที่บ้านเลขที่ 30 ถ.ไทรงาม ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา ซึ่งอยู่ติดถนนไทรงาม (ด้านหน้า) และถนนไชยา (ด้านหลัง) รอบพื้นที่บ้านหลังดังกล่าวเป็นชุมชนเมืองหนาแน่น ห่างจากตัวศาลากลาง 120เมตร ห่างจากจวนผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา 150 เมตร มีสถานศึกษาที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วยคือโรงเรียนมหาวชิราวุ โรงเรียนวรนารีเฉลิม และโรงเรียนอนุบาลจุลสมัยที่มีเยาวชนใช้ชีวิตในสถานการศึกษาดังกล่าวเกือบหมื่นชีวิต


       
       อย่างที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า สารกัมมันตรังสีมีทั้งคุ และโทษต่อชีวิตมนุษย์ แต่สารกัมมันตรังสีส่วนใหญ่เป็นโทษ และมีอันตราย เช่น รังสีแกมมา มีอำนาจการทะลุทะลวงมาก และสามารถทำลายเนื้อเยื่อของร่างกายได้ รังสีแอลฟา และรังสีเบต้า เป็นรังสีที่มีอานุภาพสามารถทำลายเนื้อเยื่อ รังสีเอ็กซ์สามารถปล่อยประจุไฟฟ้าแรงสูงในที่สุญญากาศ อันตรายอาจจะเกิดขึ้น ถ้าหากรังสีเอ็กซ์รั่วไหลออกจากเครื่องมือ และออกสู่บรรยากาศ การสัมผัสกับรังสีเอ็กซ์มากเกินไป จะเกิดโรคผิวหนัง ถ้าสัมผัสไปนานเข้า กระดูกก็จะถูกทำลาย เป็นต้น
       
       มีการศึกษาการนำสารกัมมันตรังสีมาใช้หลักๆ อยู่ 5 ด้านคือ ในด้านธรณีวิทยา มีการใช้ C-14 คำนวณหาอายุของวัตถุโบราณ หรืออายุของซากดึกดำบรรพ์ ด้านการแพทย์ ใช้รักษาโรคมะเร็ง ในการรักษาโรคมะเร็งบางชนิด กระทำได้โดยการฉายรังสีแกมมาที่ได้จากโคบอลต์-60 เข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งในระยะแรกสามารถรักษาให้หายขาดได้ แล้วยังใช้โซเดียม-24 ที่อยู่ในรูปของ NaCl ฉีดเข้าไปในเส้นเลือด เพื่อตรวจการไหลเวียนของโลหิต โดยโซเดียม-24 จะสลายให้รังสีบีตาซึ่งสามารถตรวจวัดได้ และสามารถบอกได้ว่ามีการตีบตันของเส้นเลือดหรือไม่ ด้านเกษตรกรรม มีการใช้ธาตุกัมมันตรังสีติดตามระยะเวลาการหมุนเวียนแร่ธาตุในพืช โดยเริ่มต้นจากการดูดซึมที่รากจนกระทั่งถึงการคายออกที่ใบ หรือใช้ศึกษาความต้องการแร่ธาตุของพืช


       
       ด้านอุตสาหกรรม ในอุตสาหกรรมการผลิตแผ่นโลหะ จะใช้ประโยชน์จากกัมมันตรังสีในการควบคุมการรีดแผ่นโลหะ เพื่อให้ได้ความหนาสม่ำเสมอตลอดแผ่น โดยใช้รังสีบีตายิงผ่านแนวตั้งฉากกับแผ่นโลหะที่รีดแล้ว แล้ววัดปริมาณรังสีที่ทะลุผ่านแผ่นโลหะออกมาด้วยเครื่องวัดรังสี ถ้าความหนาของแผ่นโลหะที่รีดแล้วผิดไปจากความหนาที่ตั้งไว้ เครื่องวัดรังสีจะส่งสัญญาณไปควบคุมความหนา โดยสั่งให้มอเตอร์กด หรือผ่อนลูกกลิ้ง เพื่อให้ได้ความหนาตาม และทางด้านการทหาร ใช้เรเดียม Ra, ยูเรเนียม U-235, 238 ทำอาวุธนิวเคลียร์ และใช้ยูเรเนียม U เป็นเชื้อเพลิงในเรือรบ เรือดำน้ำ เป็นต้น
       
       หลายคนอาจจะสงสัยว่า บริษัทดังกล่าวเอาสารกัมมันตรังสีมาทำอะไร คำตอบก็คือสารกัมมันตรังสีต่างๆ ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมต่อท่อส่งน้ำมัน หรือแก๊ส ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบความเรียบร้อยในการเชื่อมต่อโลหะ เพื่อต้องการดูว่าการเชื่อมต่อนั้นเหนียวแน่นดีหรือไม่ วิธีการตรวจสอบก็ทำโดยใช้รังสีแกมมา หรือรังสีเอ็กซ์ ยิงผ่านบริเวณการเชื่อมต่อ ซึ่งอีกด้านก็ใช้ฟิล์มมารับรังสีแกมมา หรือรังสีเอ็กซ์ที่ทะลุผ่านออกมา ภาพการเชื่อมต่อที่ปรากฏบนฟิล์มจะสามารถบอกได้ว่าการเชื่อมต่อนั้นเรียบร้อยหรือไม่
       
       วันนี้ แหล่งน้ำมันของชาติในพื้นที่ชายฝั่งของสงขลา ถูกให้สัมปทานแก่บริษัทนิวคอสตอล (ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ซีอีซี อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด (สาขาประเทศไทย)) ในสมัย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็น รมว.พลังงานในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้เซ็นให้สัมปทาน บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนที่เกาะเคย์แมน ที่ไม่เปิดเผยผู้ถือหุ้น และมาตั้งบริษัทลูกในเมืองไทย ใช้เงื่อนไขกฎหมายการปิโตรเลียมที่ล้าสมัยที่ให้ผลตอบแทนแก่ประเทศชาติเพียงน้อยนิด วันนี้ยังท้าทายนำเอาสารกัมมันตรังสีอันร้ายแรงที่ใช้ในขบวนการขุดเจาะน้ำมัน มาตั้งไว้ใจกลางเมืองสงขลา ที่แวดล้อมไปด้วยชุมชน เยาวชนในสถานศึกษา ผมคิดว่ามันชักจะหยามกันมากเกินไปเสียแล้วครับ



    การติดตามข่าวที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้ออกใบอนุญาตให้บริษัทชลัมเบอร์เจอร์ โอเวอร์ซีส เอส เอ จำกัด (Schlumberger Overseas S.A Limited) ให้นำวัตถุกัมมันตรังสีไว้ในกลางใจเมืองสงขลา บริษัทได้ทำการเช่าบ้านเลขที่ 30 ถนนไทรงาม ตามโฉนดเลขที่ดินเลขที่ 79 และ 315 ซึ่งมีพื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน 93 ตร.ว. ในการจัดเก็บสารพิษมาแล้วกว่า 30 ปี และที่ร้ายไปกว่านั้น ในพื้นที่บ้านหลังดังกล่าวมีการก่อสร้างถังเก็บสารเคมีชนิดฝังดินที่มีอยู่แล้วถึง 11 บ่อ ได้สร้างความตกใจให้แก่ผู้คนในสังคม และคนในเขตอำเภอเมืองสงขลาเป็นอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมา มีน้อยคนมากที่จะรู้ว่าพื้นที่ในบริเวณดังกล่าวจะเป็นสถานที่จัดเก็บสารพิษอันตราย
       
       การยื่นขออนุญาตต่อสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติของบริษัท เพื่อก่อสร้างสถานที่เก็บวัสดุกัมมันตรังสีที่ถึงเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ตามหนังสือออกของบริษัทที่ 044/11 ลงวันที่ 28 เมษายน 2554 โดยระบุในหนังสือขออนุญาตว่า “ทางบริษัทได้รับทราบถึงผลสรุปการตรวจสอบ และข้อพึงปฏิบัติที่ทางสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติได้ชี้แจงมาให้ดำเนินการปรับปรุงสถานที่เก็บสารกัมมันตรังสีให้ถูกต้องตามหลักการป้องกันอันตรายจากรังสี” นั่นก็หมายความว่า สารกัมมันตรังสีที่จะถูกนำมาจัดเก็บไว้ในพื้นที่ใจกลางเมืองสงขลาดังกล่าว มีสารรังสีที่จะเป็นอันตรายต่อประชาชนมีอยู่จริง และเป็นสารกัมมันตรังสีที่ไม่ใช่รังสีธรรมดาๆ แต่เป็นสารกัมมันตรังสีที่จะกระทบต่อชีวิตของผู้คนได้


       
       ในขบวนการอนุญาตให้มีการจัดเก็บวัสดุกัมมันตรังสีของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ มีขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญ นั่นก็คือจะต้องให้มีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ความมั่นคง/ความปลอดภัยโครงสร้างอาคารเก็บสารรังสี และประเมินผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมต่อประชาชนข้างเคียง (Security Analysis Of Source Storage & Radiation Safety Evaluation Report For Oil Well/Coal Logging Tool) ซึ่งมีประเด็นที่จะต้องประเมินทั้งหมด 37 ข้อ เช่น ทำเลที่ตั้งของสถานที่ก่อสร้าง (Location) ต้องไม่อยู่ในเขตที่พักอาศัยของชุมชน จะต้องมีพื้นที่ (Site Area) ทั้งหมดกว้างขวางเพียงพอสำหรับรองรับการปฏิบัติงาน ทั้งในภาวะปกติ และกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทางรังสี จะต้องมีพื้นที่โดยรอบ (Site Buffer Zone) กว้างขวางเพียงพอและไม่ติดกับที่อาศัยของบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งในแง่ของข้อเท็จจริงในพื้นที่รอบรั้วของพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในใจกลางชุมชนที่หนาแน่น ผนังกำแพงติดกับโรงแรม ถัดไปไม่กี่ร้อยเมตรมีโรงเรียนอนุบาล โรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียงของจังหวัด เช่น โรงเรียนมหาวชิราวุธ โรงเรียนวรนารีเฉลิม ที่มีบุตรหลานของผู้คนในจังหวัดสงขลาและรอบนอกกว่าหมื่นคน ที่จะต้องใช้ชีวิตในบริเวณดังกล่าว



       อีกข้อกำหนดหนึ่งที่สำคัญที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติได้กำหนดเอาไว้ในข้อ 12 ก็คือ ผนังของตัวอาคารจะต้องมีความหนาแน่นเพียงพอสำหรับลดค่าระดับรังสีให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยในขณะเก็บวัสดุมมันตรังสีได้ (Radiation Around Source Storage) ไม่ให้เกิน 25 µSv/hr ในข้อ 16 ระบุว่า อาคารที่เก็บรักษาวัสดุกัมมันตรังสีจะต้องมีอุปกรณ์ตรวจจับ และเตือนภัยเพลิงไหม้ (Smoke/Detector/Fire Alarm) และในข้อ 21 ระบุให้โดยรอบอาคารจะต้องมีป้ายเตือนบริเวณ (Radiation Warning Sign) ทางบริษัทได้รับอนุญาตจากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติในการผลิต/มีไว้ในครอบครอง หรือใช้วัสดุพลอยได้ตามใบอนุญาตเลขที่ 41106/54R9 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 โดยมีนายทรอย อดัม กอร์ดอน ฟิลด์ส สัญชาติตรินิแดด เป็นคนถือใบอนุญาตในนามบริษัท โดยมีการระบุว่า “มีไว้ในครอบครองหรือใช้วัสดุกัมมันตรังสีทางด้านอุตสาหกรรม” ซึ่งทางบริษัทได้มีบัญชีรายงานการเคลื่อนย้ายวัตถุกัมมันตรังสี ตามใบอนุญาตของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติที่ พ.ป.ส.4ก-2 เลขที่ 41106/52R8 ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2552-ธันวาคม 2554 รวมทั้งสิ้น 92 รายการ 92 รายการของวัตถุกัมมันตรังสีของบริษัท บริษัทถูกระบุไว้ว่าได้จัดเก็บไว้ในพื้นที่ของจังหวัดพิษณุโลก และในจังหวัดสงขลา ซึ่งล้วนเป็นสารกัมมันตรังสีที่ร้ายแรงจำพวกโคบอลต์ 60 CO-60, Cs-137, Ba-133,H-3, Am241, BeTH-232, BA-133, AN-241 เป็นต้น มีโจทย์ง่ายๆ สำหรับคนพิษณุโลก และคนในใจกลางเมืองสงขลาก็คือ ท่านเคยรู้หรือไม่ว่ากลางใจเมืองของท่านเป็นสถานที่เก็บวัสดุสารพิษต่างๆรวมถึงสารกัมมันตรังสีที่มีความเสี่ยงต่อชีวิตของครอบครัว และลูกหลานของท่าน



         ถึงเวลาหรือยังที่ภาคประชาชนจะต้องลุกกันขึ้นมาตรวจสอบดูแลบ้านเมืองและชุมชนของเรา เพราะหากปล่อยให้หน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรับภาระอันตรายเช่นนี้คงไม่เพียงพอ ตัวอย่างกรณีมหันตภัยสารเคมีที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองสงขลามากว่า 30 ปี ไม่มีใครระแคะระคายเลยว่าสถานที่ดังกล่าวมีภัยร้ายแรงซ่อนตัวอยู่ ข้อกำหนดให้มีระบบเตือนภัย ให้มีเครื่องมือตรวจวัดรังสีที่กระจายออกมา ให้มีกำแพงที่ป้องกันรังสี หรือง่ายๆ แค่ข้อกำหนดให้มีป้ายเตือนสถานที่จัดเก็บสารอันตรายที่ระบุไว้ในข้อกำหนดของหน่วยงานราชการ คนสงขลาใครเคยเห็นป้ายเตือนภัยดังกล่าวบ้างยกมือขึ้น...
ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ : www.manager.co.th                   
Create By: Pal_Pitchapong 



 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | Justin Bieber, Gold Price in India