วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

คำสอนของพ่อแม่ สำคัญต่อลูกอย่างไร มุมนี้มีคำตอบ



   ในการทำงาน หากมีลูกน้อง หรือคนที่ต้องทำงานร่วมด้วย คุณอาจตั้งกฎสั้น ๆ บอกแค่ครั้งเดียวเขาก็จำได้ หรือหากเขาจำไม่ได้ และทำผิดพลาด เมื่อถูกต่อว่า โดยมากก็มักไม่ผิดซ้ำสองอีก แต่สำหรับการเป็นพ่อแม่นั้น คุณไม่สามารถทำแบบนั้นกับลูกได้ (แม้จะอยากทำก็ตาม) การตั้งกฎ - การกำหนดระเบียบมักต้องถูกย้ำแล้วย้ำอีก เพื่อให้ซึมลึกเข้าไปถึงดีเอ็นเอของลูก และนั่นทำให้ประโยคที่ว่า "บ่นจนปากเปียกปากแฉะ" เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงทุกยุคทุกสมัย และเชื่อว่าคนเป็นพ่อแม่ทุกคนเข้าใจประโยคนี้เป็นอย่างดี 
       
       หากย้อนไปในวัยเด็ก หลายคนอาจฟังคำสอนของพ่อแม่ และแอบคิดว่านั่นคือการบ่น แต่เมื่อโตมาและได้เข้าสู่โลกแห่งการทำงาน หลายครั้งที่คำสอนของพ่อแม่กลับใช้ได้จริงมากกว่าตำราเรียน แถมบางครั้งช่วยให้ลูกได้เติบโตก้าวหน้ามากกว่าความรู้ในมหาวิทยาลัยเสียอีก แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบัน พ่อแม่บางคนก็ลดความเคร่งครัดในการอบรมสั่งสอน รวมถึงการตั้งกฎระเบียบภายในบ้านลง ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ทั้งไม่มีเวลา เบื่อ ลูกไม่ปฏิบัติตาม วันนี้เราจึงขอย้ำถึงความสำคัญกันอีกครั้งว่า กฎที่พ่อแม่ตั้งนั้นสำคัญต่อชีวิตลูกอย่างไร ดังนี้
       
       1. ทำให้เด็กทราบว่าสิ่งใดเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เช่น การห้ามไม่ให้พูดคำหยาบ ห้ามไม่ให้ฆ่าสัตว์ ห้ามลักเล็กขโมยน้อย ห้ามเอาเปรียบคนอื่น หรือง่าย ๆ แค่ศีล 5 ก็สามารถใช้สอนได้ ซึ่งข้อห้ามเหล่านี้ หากคุณพ่อคุณแม่ไม่อบรมสั่งสอนให้ลูกทราบถึงความควรไม่ควรปล่อยให้ลูกทำได้โดยอิสระเสรี อนาคตของลูก ๆ คงน่ากังวลมากทีเดียว
       
       2. ทำให้เด็กได้คิดก่อนทำ เพราะคำสอนของพ่อแม่นั้นสำคัญมาก แม้ในวันที่พวกเขาได้ยินอาจเกิดความรู้สึกต่อต้าน อยากฝ่าฝืนคำสั่งเหล่านั้น แต่หากมีสถานการณ์ให้พวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำดี อย่างน้อย การมีคำสอนของพ่อแม่อยู่ในสมอง จะทำให้เด็กฉุกคิดก่อนที่จะกระทำได้
       
       3. ลดโอกาสที่เขาจะเติบโตกลายเป็นเด็กที่เอาแต่ใจ หรือคิดว่าตนเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล เพราะคำสอนของพ่อแม่ที่สอนให้ลูกมีระเบียบวินัยและมีความรับผิดชอบจะทำให้เด็กรู้จักอดทนรอคอย ไม่ใช่คนที่ต้องการสิ่งใดก็ต้องได้เดี๋ยวนั้น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วจะกลายเป็นภาระของคนรอบข้าง
       
       4. ทำให้เขาสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข เพราะคำสอนของพ่อแม่ที่สอนให้เขามีระเบียบวินัยนั้นจะทำให้เด็กรู้จักรับผิดชอบชีวิต รู้จักแบ่งเวลา และสามารถบริหารจัดการสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตได้อย่างสมดุล
       
       ทั้งนี้ การอบรมเลี้ยงดูให้ลูกเป็นคนมีระเบียบวินัยนั้นควรเริ่มจากการฝึกความรับผิดชอบ เช่น การมอบหมายงานบ้าน หรืองานที่ลูกสามารถทำได้ให้ และควรให้เด็กรับผิดชอบต่อหน้าที่นั้น ๆ อย่างเคร่งครัด เด็กรุ่นใหม่หลายคนมักไม่ได้รับโอกาสนี้ เพราะพ่อแม่ส่วนหนึ่งเห็นว่าลูก ๆ ควรมีหน้าที่ตั้งใจเรียนอย่างเดียว งานบ้านไม่ต้องรับผิดชอบก็ได้ หรือเห็นว่าลูกเรียนหนักแล้ว หากมาทำงานบ้านด้วยจะเหนื่อยเกินไป เด็กหลายคนในยุคนี้จึงขาดโอกาสฝึกทักษะนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
5 เรื่องต้องเข้าใจก่อนใช้ "กฎ"
       
โลกของเด็กๆมักจะสดใสแบบท้องฟ้าในภาพนี้
       1. เด็กมักจะฝ่าฝืนกฎ
       
       พ่อแม่ต้องเข้าใจว่าเป็นธรรมชาติของเด็กที่มักอยากฝ่าฝืนกฎที่พ่อแม่ตั้งเอาไว้เสมอ ๆ ดังนั้นอย่าโกรธจนควันออกหูทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะไม่เป็นผลดีกับใคร ทั้งตัวพ่อแม่เอง และลูก ๆ ที่จะซึมซับการแสดงออกของพ่อแม่และอาจนำไปใช้ในอนาคต ที่สำคัญกฎระเบียบนั้นมีไว้เพื่อปรับทัศนคติ และหล่อหลอมให้เด็กมีพฤติกรรมที่เหมาะสม เพื่อให้เติบโตและสามารถอยู่ร่วมกับคนหมู่มากได้ จึงควรเคร่งครัดในกฎที่กำหนดขึ้นด้วย
       
       2. ลูกอยากเข้าใจที่มาของกฎ
       
       การอธิบายถึงที่มาที่ไป เหตุผลว่าทำไมต้องใช้กฎข้อนี้กับพวกเขา (ลูก ๆ) จะช่วยให้เด็กลดความพยายามในการฝ่าฝืนกฎนั้น ๆ ลง อย่าคิดว่าลูก ๆ ยังเล็ก อธิบายไปก็ไม่เข้าใจหรอก เพราะเด็กเขาฉลาดกว่าที่ผู้ใหญ่มองมากนัก
       
       3. ตั้งกฎต้องได้ใจเด็ก 
       
       จิตวิทยาบางประการนั้นน่าสนใจ และสามารถนำมาใช้อย่างได้ผล เช่น ก่อนจะบอกลูกเรื่องกฎเกณฑ์ที่พ่อแม่จะตั้ง ลองยกประสบการณ์ของพ่อแม่มาโหมโรงก่อน เช่น เล่าให้ฟังว่าในอดีตพ่อแม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เช่นกัน และพ่อแม่ทำ xxx ลงไป ผลที่ตามมาเป็นอย่างไร ฯลฯ เหล่านี้จะช่วยลดความรู้สึกต่อต้านในใจของลูกลงได้ เพราะเด็กจะสนุกไปกับประสบการณ์ของพ่อแม่ และทำให้เขารู้ว่า กฎที่พ่อแม่ตั้งนั้น ก็เพื่อไม่ให้เขาผิดซ้ำเหมือนคุณนั่นเอง
       
       4. กฎต้องชัดเจน
       
       ว่าคุณพ่อคุณแม่ขออะไร ห้ามอะไร เพราะอะไร หรือมีเงื่อนไขใดบ้าง เพราะลูก ๆ นั้นต้องการทราบขอบเขตที่พวกเขามีเช่นกัน เขาจะได้กำหนดแนวทางที่เขาต้องการภายใต้กรอบนั้น ๆ ได้
       

       5. อย่าลืมจิตวิทยาในการพูด
       
       แม้คุณพ่อคุณแม่จะมีกฎที่ต้องการประกาศอยู่ในใจแล้ว แต่การจะพูดออกไปแล้วได้รับความรู้สึกดี ๆ กลับมาก็สำคัญเช่นกัน ลองเปรียบเทียบสองประโยคนี้ระหว่าง "ถ้าลูกทำการบ้านเสร็จเมื่อไร ลูกค่อยดูทีวีนะ" กับ "ถ้าการบ้านไม่เสร็จ ไม่ต้องเปิดเลยนะทีวี" ท่านผู้อ่านคงมีคำตอบอยู่ในใจแล้วว่าจะเลือกใช้คำพูดแบบใด
       
       อย่างไรก็ดี คงมีบ้างเช่นกันกับกฎระเบียบที่ลูกทำไม่ได้หรือไม่ปฏิบัติตาม ซึ่งอาจเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่บอกให้เข้าใจยาก หรือตั้งกฎในช่วงที่ลูกยังขาดทักษะที่จะทำสิ่งนั้น ๆ ได้ นั่นเอง ทีมงานจึงขอเป็นกำลังใจให้ และอยากเรียนว่าบางเรื่องอาจต้องเข้าใจและใจเย็น ๆ ค่อย ๆ ปรับกันไป ไม่ควรหักด้ามพร้าด้วยเข่า เพราะผลที่จะเกิดกับลูกอาจได้ไม่คุ้มเสียค่ะ
       
       แต่ทั้งหมดนี้ สิ่งที่ต้องการฝากหนีไม่พ้นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ค่ะ ถึงวันนี้จะต้องพูดบ่อย ๆ ก็อย่าเพิ่งเบื่อหรือท้อกัน เพราะลูกจะได้ดีหรือไม่ก็อยู่ที่คำสอนของพ่อแม่ในวันนี้นั่นเองค่ะ ถ้ารักเขาอย่าปล่อยปละละเลยเด็กในช่วงฝึกระเบียบวินัยนี้เด็ดขาดนะคะ...


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ : www.manager.co.th                   
Create By: Pal_Pitchapong 
The Shock FM เรื่อง คืนฝนพรำ





 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | Justin Bieber, Gold Price in India